วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

ประเภทของธุรกิจ Online

ด้วยยุคดิจิตอลทำให้การสื่อสารฉับไวขึ้น ทำให้มีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่มากมาย
ธุรกิจออนไลท์ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจใหม่ที่ได้รับความสนใจ
แต่ ... คนส่วนใหญ่มักสนใจตัวรายได้ หรือ ความง่ายในการธุรกิจนั้น ตามโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ

" สร้างรายได้หลักแสน ใน 3 เดือน " 
" ใช้เวลาหลังเลิกงานเพียง 2 - 3 ชม. ต่อวันสร้างรายได้วันละ 3 - 5,000 "
..... บลา บลา ......

อาจจะมีคนทำได้ แต่ก็ไม่ทุกคนและมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น กว่าจะไปถึงรายได้ขนาดนั้นเราเองต้องเรียนรู้เพื่อจะได้มีรายได้รวมทั้งสร้างธุรกิจจากสิ่งนั้น

แล้วเราควรเรียนรู้อะไรบ้างละ ?
เรียนรู้ตัวเราเองว่ามีความถนัดอะไร สนใจอะไร ชอบอะไร
เรียนรู้ธุรกิจออนไลท์ว่ามีอะไรบ้าง แต่ละแบบมีข้อจำกัด ข้อควรระวังอะไร รวมทั้งความเหมาะสมของสินและช่องทางที่นำเสนอนั้นก็มีความสำคัญเช่นกัน


ขออธิบายแบบง่ายโดยแบ่งธุรกิจออนไลท์เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามชนิดของสินค้าและผลิตภัณฑ์

1. ประเภท Physician Product หรือ ประเภทสินค้าที่จับต้องได้ เช่น การซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบ Online แล้วได้รับสินค้า หรือ บริการนั้น ๆ ตัวอย่าง เช่น สั่งซื้อสินค้าจากเวป Lazada แล้วก็ได้รับสินค้าผ่านระบบไปรษณีย์ หรือ การจองตั๋วเครื่องบิน ผ่านระบบ Online 

แล้วเวป ตปท. ที่คนไทยนิยมซื้อและขายสินค้า เฟินจะขอยกตัวอย่าง 3 เวปที่ประเภทสินค้าคล้ายแต่ไม่เหมือน เผื่อว่าเป็นตัวเลือกให้คนที่สนใจจะขายหรือซื้อสินค้า 

  1. Amazon ถ้าเปรียบก็เหมือน พารากอน สินค้าจะค่อยข้างเป็น Mass Product ที่ส่วนใหญ่หาได้ตามห้างสรรพสินค้าคนไทยมักนิยมซื้อมาขายต่อ แต่ก็ต้องระวังเรื่องภาษีขาเข้านะคะ โดนเข้าไปนิซื้อในไทยอาจจะดีกว่า แหะ ๆ ส่วนหากคิดจะขายก็ยังมีทั้งส่งสินค้าเอง และแบบ FBA ที่ส่งสินค้าไปให้ Amazon ส่งให้ หรือ อาจจะเป็นแบบ Drop Ship ก็ได้เช่นกัน 
  2. Ebay ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน สวนจตุจักรสินค้าหลากหลาย มีทั้งสินค้าใหม่และสินค้ามือสอง เหมาะกับการหาหรือขายสินค้าประเภท ของสะสม ของหายาก ออ...แล้วอีเบย์มีระบบประมูลสินค้าสินค้าอาจจะเริ่มต้นที่ 0.99$ แต่ปิดการขายที่ 1,000$ ก็เป็นได้ ลุ้นกันทั้งคนขายและคนซื้อ ฮ่า ๆ
  3. Etsy ถ้าเปรียบกับตลาดในเมืองไทยก็น่าจะใกล้เคียง จตุจักรกรีน เมื่อก่อนจะมีแค่สินค้า Handmade และ Vintage เท่านั้น แต่ปัจจุบันจะมีแบบสินค้า Handmade ที่เรารับมาขาย โดยที่ผู้ขายต้องรู้ขั้นตอนการผลิต เพราะ อาจจะมีสอบถามข้อมูลการผลิต รวมทั้งผู้ขายเองต้องใส่ข้อมูลของโรงงานหรือผู้ผลิตที่เรารับมาแบบคราวๆด้วยเช่นกัน
2. ประเภท Digital Product คือ สินค้าที่จับต้องไม่ได้ มักเป็นประเภทงานลิขสิทธิ์ งานออกแบบ งานดาวโหลด ประเภทไฟล์งานต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น

  1. YouTube อันนี้หลายคนน่าจะคุ้นเคย มีคลิปดี ๆ แบ่งปันความรู้มากมายใน YouTube ทั้ง How to ต่าง ๆ หรือ การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แล้วรู้หรือไม่ว่าคลิปเหล่านั้น คนที่สร้างมันขึ้นมาเค้าก็ได้รายได้จากการที่เราเข้าไปชม หากถามว่าเค้าได้รายได้จากไหน มันก็มาจากโฆษณาที่เราเห็นมันโชว์ก่อนชม Video นั้นแหละคะ รุ้แบบนี้ก็อย่ากด Skip บ่อยๆนะคะ ให้คนทำมีรายได้บ้าง อิอิ
             ส่วนถ้าถามว่ายากไม่ เฟินว่าไม่ยากนะ บางครั้งก็แนะนำสิ่งที่เราชอบ หรือ สิ่งที่เรามีรอบตัวเช่น คลิปการทำอาหารของเรา การอ่านนิทาน คลิปลูกๆหลานๆเวลาวิ่งเล่น หรือ สัตว์เลี้ยงของเรา ของพวกนี้เป็นที่นิยมนักเชียว 
  2. Kindle คือ ตลาดหนังสือ E-book ที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ และ Kindle เป็นหนึ่งในบริษัทของ Amazon หนังสือก็มีหลากหลายประเภท ทั้งสำหรับเด็ก นิยาย How To ต่าง ๆ ถ้าใครสนใจตลาดนี้ก็สามารถทำได้นะ เพราะมี Ghost writer ที่รับจ้างเขียนเช่นกัน สำหรับตลาดไทยก็มี ookbee หรือ ถ้าเขียนการ์ตูนก็ลองส่ง Web Toon ของ Line ก็ได้
  3. Shutter Stock เป็นเวปซื้อขายภาพ และ งานออกแบบ Art Work ต่าง ๆ ถ้าถามว่าเค้าซื้องานเราไปทำอะไร รูปนี้คงตอบได้ดี

    *ที่มาของรูปจาก Internet  ขอไปหาต้นเรื่องแล้วจะมาใส่ข้อมูลเพิ่มค๊าา
              ส่วนอุปกรณ์สำหรับการถ่ายรูปนั้นสำหรับเริ่มต้นอาจจะใช้กล้องมือถือก่อนก็ได้ หากสนใจและชอบทำงานแนวนี้จริงๆ ก็ค่อยขยับซื้อกล้องจริงจังก็ได้คะ สำหรับเวป Shutter Stock นั้นต้องมีการสอบถึงจะเข้าไปขายงานได้ แต่ก็มีอีกหลากหลายเวปที่ไม่ต้องสอบเช่น 123RF , Dreamstime
  4. Etsy เวป Etsy เองก็เปิดรับงานที่เป็น Digital Product ตั้งแต่ประมาณปี 2013 ตัวอย่าง เช่น Pattern Crochet , Pattern Sewing ใครนึกไม่ออกว่าแบบไหน ลองเปิดหนังสือ ขวัญเรือน กุลสตรี หน้างานฝีมือก็จะมี Pattern พวกนี้อยู่เต็มมไปหมด หรือ งาน Planner พวกตารางจดบันทึก Memo Note หรือ แม้นแต่งานปฎิทิน ( บางคนอาจสงสัยว่า มือถือก็มีเค้าจะใช้ทำมัยปฎิทิน อันนี้เคยสงสัยนะ แต่พอขายได้ก็ เออ ... ช่างกันเถอะ อิอิ ) และ Wall Art แบบง่าย ที่เห็นแล้วแบบ เฮ้ยยย ทำมัยไม่ทำเอง ( คนเขียนก็ขายไปสงสัยไปเช่นกัน ++555++ )
รู้แบบนี้แล้วก็ลองเลือกว่าเราสนใจอะไรชอบอะไรแล้วลงมือทำเลยคะ ^___^
" คิดแต่ไม่ทำ คือ เท่ากับไม่ได้ทำอะไรเลย"



** ส่วนใครจะเลือกทำอะไรนั้น ของเสริมตรงนี้นิดนึงคะ (เป็นข้อความที่เคยเขียนลง FB) **
จากการที่ทำงาน Online มานานและปัจจุบันก็มีการสอนขายสินค้าบน Etsy
เฟินมักจะเจอคำถามนี้เสมอๆ คือ ทำมัยถึงเลิกทำ Ebay หรือ ไม่สนใจทำ Amazon Seller หรอ
ถ้าเทียบที่จุดเริ่มต้น e-commerce แนวซื้อมาขายไป หรือ แบบ DropShip จะเห็นเงินไวกว่า Digital Product ค่อนข้างชัดเจน หากแต่กรณีที่ทำ Digital Product มานานและมองตลาดในภาพรวมได้ มันจะไปได้ไกลและกินยาวกว่า Physical Product มาก เพราะมันสามารถแตก line Product ได้หลากหลายมากกว่ารวมทั้งการสร้างแบรนด์ทำได้ง่ายกว่า

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราทำงานเพื่ออะไร ชอบการทำงานแนวไหน หากชอบการพบปะผู้คนชอบการติดต่อสื่อสาร การทำ Physical Product ก็จะเป็นสิ่งที่คุณชื่นชอบ แต่ถ้าคุณต้องการใช้ชีวิตแบบเกี่ยวข้องกับผู้คนน้อย ชอบท่องเที่ยว Digital Product น่าจะตอบโจทย์ของคุณได้ดี และไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่าตัวเราเอง

เป็นกำลังใจให้นะค๊าาา 
เฟิน ภัทรนิษฐ์

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/StartOnlineBizwithEtsy